Google Ads มีอะไรบ้าง วิธีเลือกแคมเปญให้เหมาะกับธุรกิจ

Google Ads มีอะไรบ้าง วิธีเลือกแคมเปญให้เหมาะกับธุรกิจ

หลังจากเพื่อนๆ เข้าใจเหตุผลของการทำ Google Ads ผ่านบทความทำ Google Ads ดีไหม เปิด 5 เหตุผลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ และรู้สึกอยากกดเริ่มสร้างแคมเปญ แต่เมื่อเข้าไปในบัญชีแล้ว เอ๊ะ Google Ads มีอะไรนอกเหนือจากแคมเปญ

ทำให้เพื่อนๆ อาจยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแคมเปญไหน เพราะเจอวัตถุประสงค์ของแคมเปญ ไหนจะประเภทแคมเปญ

ผมเลยขออธิายให้เพื่อนๆ เข้าใจวัตถุประสงค์ของแคมเปญ ประเภทของแคมเปญ รวมถึงวิธีการเลือก ให้เหมาะกับธุรกิจ

หลังจากอ่านจบแล้ว เพื่อนๆ จะเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดว่า Google Ads มีอะไรบ้าง และเข้าใจวิธีเลือกแคมเปญให้เหมาะกับธุรกิจของเพื่อนๆ

เมื่อเพื่อนๆ ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google Ads และกำลังจะสร้างแคมเปญ เพื่อนๆ จะเจอหน้าต่างให้เลือกวัตถุประสงค์ของแคมเปญ

วัตถุประสงค์ของแคมเปญคืออะไร

วัตถุประสงค์ของแคมเปญ คือ ฟีเจอร์นำทางให้ตัดสินใจเลือกแคมเปญง่ายขึ้น

หากเพื่อนๆ อ่านคำอธิบายในบทความ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของแคมเปญใน Google Ads ของ Google โดยตรง จะพบว่า

วัตถุประสงค์ของแคมเปญ คือ ส่วนที่ออกแบบเพื่อช่วยให้คนทำโฆษณาเลือกแคมเปญตรงกับเป้าหมายในการทำโฆษณา ซึ่งไม่มีผลใดๆ กับการทำงานของแคมเปญ

วัตถุประสงค์ของแคมเปญ

เพื่อนๆ สามารถเลือก วัตถุประสงค์ของแคมเปญเป็น “สร้างแคมเปญโดยไม่มีคำแนะนำ” และเลือกแคมเปญตามบทความนี้ได้เลย

มาเริ่มที่แคมเปญยอดฮิตกันเลย

1.แคมเปญค้นหา (Search Campaign)

แคมเปญค้นหา (Search Campaign) คือ แคมเปญที่โฆษณาจะแสดงผลเป็นข้อความเป็นหลัก โดยจะแสดงผลในผลการค้นหาของ Google หรือเครือขายค้นหาของ Google

เมื่อผู้ใช้คลิกที่ตัวข้อความโฆษณา ระบบจะนำผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์หลักที่เราตั้งค่า

ตัวอย่างแคมเปญค้นหา

โดยที่ตำแหน่งโฆษณาของแคมเปญค้นหา (Search Campaign) สามารถอยู่ตำแหน่ง ที่หนึ่งของหน้า อันดับบนๆ ของหน้า หรือบนผลการค้นหาแบบออแกนิค และสุดท้ายเป็นการแสดงผลให้เห็นในหน้าแรก ตำแหน่งล่างๆ หรือหน้าสอง สาม

ตำแหน่งของโฆษณาแคมเปญค้นหาขึ้นอยู่กับการประมูล หากเพื่อนๆ ตั้งค่าโฆษณาดีมากจนระบบนำส่งให้โฆษณาอยู่ตำแหน่งที่หนึ่ง โอกาสคนมองเห็นก็มากขึ้น

ซึ่งเพื่อนๆ ควรให้โฆษณาแสดงผลในตำแหน่งที่หนึ่งหรือบนๆ มากที่สุดเนื่องจาก

ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักคลิกโฆษณาข้อความในตำแหน่งที่หนึ่งหรือบนๆ

จากตัวอย่างโฆษณาแคมเปญค้นหา เพื่อนๆ จะเห็นว่าโฆษณาจะแสดงผลตามคำค้นหา (Search term)

คำค้นหา (Search term) คือ คำหรือคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้ (user) ใช้ค้นหาใดใน Google ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนๆ เคยทำเป็นประจำอยู่แล้วเมื่อเราต้องการหาข้อมูลบางอย่าง

หากเพื่อนๆ ตั้งค่าแคมเปญค้นหาโฆษณาจะแสดงผลเมื่อคำค้นหา (Search term) ตรงกับคียเวิร์ด (keyword) ที่เราซื้อ

คีย์เวิร์ด (Keyword) คือ คำที่เรากำหนดว่าให้โฆษณาแสดงผลเมื่อมีการค้นหาอะไร

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมว่า ลูกค้าเราใช้คำค้นหาอะไร เพื่อให้โฆษณาเราแสดงผลทุกครั้งที่ลูกค้าค้นหาและครอบคลุมทั้งหมด

ตัวอย่างธุรกิจที่ควรใช้แคมเปญค้นหาเช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าอุตสาหกรรม งานช่าง งานบริการ

ดังนั้นแคมเปญค้นหา (Search Campaign) จึงเหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่มีความต้องการเฉพาะ หรือธุรกิจที่ขายสินค้าตามความต้องการของลูกค้า

2.แคมเปญ Performance Max

แคมเปญ Performance Max เป็นแคมเปญใหม่ที่ใช้ระบบ AI ของ Google ในการแสดงผลไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยโฆษณาจะเป็นได้ทุกรูปแบบ หรือจะกล่าวได้ว่า

Performance Max เป็นแคมเปญ All-in-one ที่โฆษณาจะเป็นได้ทุกแบบและใช้ AI ในการกำหนดเป้าหมาย

โดยแคมเปญ Performance Max เราอาจไม่สามารถกำหนดรายละเอียดเหมือนแคมเปญทั่วๆ ไปได้มากนัก เพราะ AI จะทำหน้าที่ในการเลือกแสดงโฆษณา

ส่วนรูปแบบโฆษณาจะเป็นได้ทั้งแบบ ข้อความ วิดีโอ อีเมล แบนเนอร์ตามเว็บไซต์ โฆษณาบนฟีด

ตัวอย่างโฆษณา Performance Max

แคมเปญ Performance Max จึงเหมาะกับทุกธุรกิจที่ต้องการโปรโมตบริการหรือสินค้าให้ผู้ใช้ได้รู้จักทั่วพื้นที่ของ Google

3.แคมเปญ Display

แคมเปญ Display เป็นแคมเปญที่โฆษณาจะแสดงผลเป็นรูปภาพผสมกับข้อความบนเครือข่าย Display ของ Google เพื่อนๆ อาจสงสัยว่าเครือข่าย Display ของ Google คืออะไร

เครือข่าย Display ของ Google คือ เว็บไซต์ แอป หรือพื้นที่ของ Google (YouTube Gmail) ที่อนุญาตให้ Google วางโฆษณาได้ โดยอาจได้ส่วนแบ่งจากการที่โฆษณาไปแสดงผล

เพื่อนๆ อาจเคยเข้าไปเว็บข่าว เว็บแม็กกาซีน บล็อก และเห็นโฆษณาอยู่ข้างซ้ายหรือขวา หรือโฆษณาอยู่บนๆ นั้นคือตัวอย่างของโฆษณาแบบ Display

ตัวอย่างโฆษณา Display

อีกตัวอย่างของโฆษณาแบบ Display

ตัวอย่างโฆษณาแบบ Display

เมื่อเพื่อนๆ เห็นโฆษณาแบบ Display อาจมองได้ว่า

โฆษณา Display คือ ป้ายบิลบอร์ดออนไลน์

ที่ว่างบนเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเมื่อผู้ใช้คลิกที่โฆษณาตามจุดต่างๆ ระบบจะนำผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่เราตั้งค่า

จากรูปภาพข้างต้นเราจะเห็นว่า โฆษณาแบบ Display ค่อนข้างดึงดูดความสนใจได้ดีมาก เพราะมีรูปภาพประกอบ เสมือนกับเราวางบิลบอร์ดไว้บนเว็บไซต์ โอกาสที่จะให้คนเห็นก็มากขึ้น

โฆษณาแบบ Display จะต่างจากโฆษณาแบบแคมเปญค้นหาตรงที่ โฆษณา Display จะรุกออกไปหาผู้ใช้ แต่โฆษณา Search จะรอแสดงผลเมื่อคนค้นหา

วิธีเลือกแคมเปญให้เหมาะกับธุรกิจสำหรับแคมเปญ Display จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการนำเสนอสินค้าหรือบริการให้คนได้เห็นหรือรู้จักก่อน แม้ว่าลูกค้าอาจไม่มีความต้องการมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

หากเพื่อนๆ เชื่อว่ารูปของเราจะดึงความสนใจหรือกระตุกความต้องการลูกค้าได้แน่นอน อาจเลือกโฆษณาแบบ Display

4.แคมเปญ Shopping

แคมเปญ Shopping คือการทำโฆษณาออกมาในรูปแบบรูปสินค้า พื้นหลังขาว มีราคา กดเข้าไปแล้วไปหน้าเว็บโดยตรง

เพื่อนๆ อาจเคยเห็นโฆษณาแคมเปญนี้เวลาค้นหาบางอย่างใน Google แล้วมีรูปสินค้าออกมาอยู่ด้านบนสุดของหน้า ด้านข้าง หรืออาจเคยเห็นในที่อื่นๆ เช่น YouTube ที่มีลักษณะเหมือนกัน

ตัวอย่างโฆษณา Shopping

แคมเปญ Shopping จะทำได้ดีนั้นเว็บไซต์ต้องเป็นแบบ E-commerce

ซึ่งเว็บไซต์แบบ E-commerce คือเว็บไซต์ที่สามารถซื้อขายออนไลน์ได้ในหน้าเว็บ จบการขายในเว็บได้โดยไม่ต้องทักไลน์

ดังนั้น

เว็บไซต์ E-commerce ควรทำโฆษณาแบบ Shopping เพราะสามารถดึงคนจาก Google จ่ายจบในเว็บเลย

หากเพื่อนๆ มีสินค้าที่อยากขายแบบออนไลน์หน้าเว็บ แต่ยังไม่มีเว็บไซต์แบบ E-commerce เรารับทำเว็บไซต์ E-commerce เพื่อให้ทำโฆษณาใน Google Ads ได้

ดังนั้นเพื่อนๆ ที่มีเว็บไซต์ E-commerce หรือร้านค้าใน Market place แล้วต้องการให้คนเห็นเมื่อกดค้นหาจาก Google หรือเห็นจากพื้นที่ของ Google แนะนำให้เลือกแคมเปญนี้ครับ

5.แคมเปญ Video

แคมเปญ Video คือโฆษณาวิดีโอที่แสดงบน YouTube และเครือข่ายวิดีโอของ Google โดยจะแสดงผลเป็นวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 6 15 30 วินาที เป็นวิดีโอที่ข้ามไม่ได้หรือข้ามได้ หากกดที่โฆษณา ระบบจะพาไปยังหน้าเว็บไซต์ทันที

เพื่อนๆ อาจเคยเจอโฆษณาแคมเปญนี้มาก่อน หากเพื่อนๆ ดูวิดีโอบน YouTube เป็นประจำ มักจะพบว่ามีโฆษณาเล่นก่อนวิดีโอ ขั้นกลางหรือระหว่างที่เราเล่นวิดีโอ นั้นแหละคือ​ โฆษณาแบบวิดีโอ

ถ้าเพื่อนๆ คิดอีกแง่มุมหนึ่ง

การทำโฆษณาวิดีโอเหมือนเราได้ลงโฆษณาบนทีวีในสมัยก่อน

เพราะเรามีสิทธิ์เลือกได้ว่า ให้โฆษณาเป็นแบบข้ามไม่ได้ หรือเลือกได้ว่าให้โฆษณาแสดงบนช่อง YouTube ดังๆ ด้วยงบประมาณอันน้อยนิด และที่สำคัญคือทำได้จากบนหน้าจอเรา

ตัวอย่างโฆษณาวิดีโอ

ด้วยโฆษณาวิดีโอจะเป็นการรุกออกไปหาลูกค้า ดังนั้นแคมเปญนี้จึงเหมาะกับการโปรโมตสินค้า บริการ องค์กรให้คนรู้จัก

หรือหากธุรกิจของเพื่อนๆ มีจุดเด่นตรงนี้ต้องใช้ภาพหรือวิดีโอเป็นจุดขาย เพื่อนๆ ก็ควรเลือกใช้แคมเปญนี้

6.แคมเปญ App

แคมเปญ App คือแคมเปญโฆษณาที่แสดงผลเป็น ข้อความ บนเครือข่ายค้นหาของ Google แสดงโฆษณาเป็น App บน Google Play หรือแสดงเป็นวิดีโอบน YouTube

จุดประสงค์ของโฆษณาเพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักแอป และให้ลูกค้าดาวน์โหลด หรือโฆษณาให้ลูกค้าได้ทำกิจกรรมเพิ่มเติม เช่น เติมเงิน

ตำแหน่งที่ App แคมเปญจะแสดงผล

สิ่งที่น่าสนใจกับแคมเปญนี้คือ

App แคมเปญเราไม่ต้องสร้างโฆษณาเอง ระบบจะเลือกจากข้อมูลใน Store

ซึ่งแคมเปญนี้จะเหมาะกับเพื่อนๆ ที่มี App ของตัวเองและอยากโฆษณาให้ลูกค้าได้รู้จักและติดตั้ง หรือให้ลูกค้าเดิมทำกิจกรรมเพิ่มเติมภายใน App

7.แคมเปญ Smart

แคมเปญ Smart คือแคมเปญอัตโนมัติของ Google โดยโฆษณาจะเป็นได้ทั้ง ข้อความ บิลบอร์ดข้อความ วิดีโอ อีเมล หมุดใน Map

โดยโฆษณาสามารถแสดงผลได้ทั่วพื้นที่ของ Google เช่น Google Search, Google Map, YouTube, Gmail, เว็บไซต์พาร์ทเนอร์ของ Google

ตัวอย่างการตั้งค่าแคมเปญ Smart

เพื่อนๆ อาจเคยตั้งค่าแคมเปญ Smart เพราะเป็นแคมเปญเริ่มต้นที่ระบบจะสร้างให้หลังจากตั้งค่าบัญชี Google Ads

โดยจะใช้ข้อมูลที่เพื่อนๆ ป้อนเข้าไประหว่างการสร้างบัญชี และนำมาสร้างโฆษณา

แคมเปญ Smart เหมาะกับเพื่อนๆ ที่มีธุรกิจทุกประเภท เพราะสร้างง่าย ตั้งค่าง่าย

8. แคมเปญ Demand Gen

แคมเปญ Demand Gen หรือชื่อเก่าคือแคมเปญ Discovery เป็นแคมเปญที่โฆษณาจะแสดงผสมกันระหว่าง รูปภาพ วิดีโอ ข้อความ โดยแล้วแต่ระบบหรือการตั้งค่าของเพื่อนๆ ว่าต้องการให้โฆษณาออกมาแบบใด

ตัวอย่างชัดเจนของแคมเปญนี้คือ โฆษณาใน Gmail

เพื่อนๆ สังเกตไหมครับว่าโฆษณาใน Gmail ของเราจะมีทั้ง ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือบางครั้งจะมีสินค้าให้เราช็อป

นั้นคือตัวอย่างของโฆษณาแบบ Demand Gen

พรีวิวโฆษณา Demand Gen

หรือหากเพื่อนๆ เคยเลื่อน Google Feed, หรือ YouTube อาจเคยเจอรูปสินค้าผสมข้อความ นั้นคือแคมเปญ Demand Gen เช่นกัน

เพื่อนๆ จะสังเกตได้ว่าแคมเปญ Demand Gen มีส่วนผสมของชิ้นงานโฆษณาหลายๆ แบบ ซึ่งเพื่อนๆ อาจต้องออกแบบให้สวยงามจึงจะดึงดูดลูกค้า

ประกอบกับพื้นที่โฆษณาแสดงผล จะเป็นพื้นที่ของ Google เช่น YouTube, Gmail แคมเปญนี้จะเหมาะกับทุกธุรกิจที่ต้องการเน้น Conversion หรือเน้นให้เกิดการกระทำบางอย่างหลังจากที่ลูกค้าอาจเคยรู้จักเรามาก่อน เช่น การซื้อ การกดโทร การกดลงทะเบียน

สรุป

จริงอยู่ว่าแคมเปญของ Google Ads ทั้งหมดเหมาะกับธุรกิจทุกประเภท แต่การเลือกแคมเปญผิดประเภท อาจจะทำให้เราได้ไม่คุ้มเสีย

ในบทความนี้ผมได้สรุป 8 ประเภทแคมเปญสำคัญ วิธีเลือกแคมเปญในการทำ Google Ads ให้เหมาะกับธุรกิจ แต่ก่อนที่จะยิงโฆษณาผมอยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ ศึกษากลุ่มเป้าหมายสักนิดครับ ว่าลูกค้าเราคือใคร ต้องการอะไร คำค้นหาสำคัญคืออะไร

เพราะการเข้าใจลูกค้า คือ หัวใจหลักของการทำโฆษณา Google Ads

ถ้าเพื่อนๆ ยังไม่มั่นใจ หรือสับสนกับการตั้งค่า และไม่มั่นใจว่าจะได้ผลลัพท์ที่ดีหรือไม่ ลองปรึกษาทำ Google กับเราได้ เพราะ Slantan Design ได้รับการรับรองเป็น Google Partner อย่างเป็นทางการ เรามีทีมงานที่มีประสบการณ์ดูแลบัญชีโฆษณามากกว่าร้อยบัญชีครอบคลุมเกือบทุกหมวดหมู่ธุรกิจ