SEO กับ SEM คืออะไร เลือกยังให้ถูกกับธุรกิจ [แนะนำจากประสบการณ์ตรง]

Google Ads กับ SEO ต่างกันยังไง [แนะนำจากประสบการณ์ตรง]

Google Search คือที่ๆ เราทุกคนใช้ในการหาเกือบทุกอย่างในชีวิต เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าของยุคนี้ เพราะมีคำตอบทุกอย่างตั้งแต่จะหาที่ขายไม้จิ้มฟัน กระทั่งถึงหาประเภทเรือรบ

มันมีวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ขึ้นบน Google Search หลักๆ อยู่สองแบบ คือ SEO กับ SEM

จุดนี้เองหากเพื่อนๆ ทำให้เว็บไซต์ตัวเองอยู่ในจุดที่ค้นหาทุกครั้งแล้วเจอ จะเป็นโอกาสทองของธุรกิจอย่างมหาศาล

เพราะเพื่อนๆ สามารถทำให้คนนับล้านมองเห็นเราได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมาก ไม่จำเป็นต้องจ้างเซลล์เพื่อไปวิ่งขายสินค้า ไม่ต้องหาทำเลร้านค้าดีๆ ที่มีคนพลุกพล่าน

ก็สามารถทำให้ธุรกิจของเพื่อนๆ มียอดขายหลักล้านได้

บทความนี้ผมขออธิบายวิธีการทุกอย่างที่จะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก รวมถึงข้อดี ข้อเสียของแต่ละวิธีให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

Google Search ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ผลการค้นหาของ Google Search ประกอบด้วย 2 แบบ ดังนี้

SEO คืออะไร

SEO (Search Engine Optimization) หมายถึง กระบวนที่ทำให้การเข้าถึงเว็บไซต์ของเราด้วยวิธีการที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านขั้นตอนการปรับปรุงเว็บไซต์ในผลการค้นหา (Search Results Pages (SERPs))

SEO results
ผลลัพท์ของ SEO

เป้าหมายของ SEO

เพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การที่เว็บไซต์ขึ้นบนผลการค้นหาใน Google Search ตำแหน่งบนสุดในหน้าแรกแบบฟรี เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ

กลยุทธ์ในการทำ SEO

เทคนิคการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword search techniques)

คียเวิร์ดคือพื้นฐานหลักของการทำ SEO ซึ่งเป็นการปรับปรุงเว็บไซต์ให้แสดงผลในผลการค้นหาของ Google

ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่มีประมาณการค้นหาสูง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจ วางไว้ในเว็บไซต์

ซึ่งทำให้ระบบมองว่า เว็บไซต์ของเรามีประโยชน์ เขียนตรงใจกับความต้องการของผู้ค้นหา ระบบจึงอาจเลือกเว็บไซต์เราไปแสดงผลในผลการค้นหาของ Google Search

เพื่อนๆ สามารถใช้ Google Trends ในการวิเคราะห์หาคีย์เวิร์ดที่มีประมาณการค้นหาสูง หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้

Google Trends
Google Trends

การทำ Backlink

การทำ Backlink คือ การทำให้เว็บไซต์อื่นเชื่อมกลับถึงเว็บไซต์ของเราเมื่อคลิกที่ข้อความบางอย่าง การทำ Backlink เป็นพื้นฐานของการทำ SEO

เป้าหมายคือช่วยให้เว็บไซต์ของเรามองเห็น เข้าถึง ได้มากขึ้นจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งทำให้อันดับของการแสดงผลเว็บไซต์ใน Google Search ดีขึ้น

การทำ Backlink ที่ดีคือ เราต้องทำให้เว็บไซต์ เนื้อหา มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เขียนให้มีความเชี่ยวชาญ มีประโยชน์ที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า อ่านแล้วอยากจะแชร์ออกไป

การทำ On-page optimization

การทำ On-page optimization คือ การทำให้เว็บไซต์มีความง่ายในการเข้าถึง เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ทำให้เว็บไซต์ตรึงตราตรึงใจ เจอแล้วหยุดไม่ออกไปไหน

ในการทำขั้นตอนนี้ เราควรอัปเดต Meta tag, รวยถึงการปรับปรุงส่วน headings, การปรับ page titles, เนื้อหาในเว็บ, URL ให้อ่านง่าย มีโครงสร้างชัดเจน, การทำคีย์เวิร์ดให้เกี่ยวข้องกับลิงก์บทความนั้นๆ

การทำ Off-page optimization

การทำ Off-page optimization คือ กลยุทธ์ในการเพิ่มการเข้าถึงเว็บไซต์จากปัจจัยภายนอก เช่น จากเว็บไซต์อื่นๆ, จาก Social media ซึ่งกลยุทธ์ที่มักใช้คือ

  • Backlinks
  • Guest posting
  • Social media marketing
  • Content marketing
  • Influencer outreach

SEM คืออะไร

SEM (Search Engine Marketing) หมายถึง กระบวนการที่ทำให้เว็บไซต์ขึ้นบนผลการค้นหาใน Google Search ผ่านการโฆษณา

ผลลัพท์ SEM

เป้าหมายการทำ SEM

จุดมุ่งหมายคล้ายกับ SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ขึ้นบนผลการค้นหา Google Search ในตำแหน่งบนสุดหน้าแรก เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เราต้องการโปรโมต

กลยุทธ์ในการทำ SEM

มีอยู่ 2 อย่างที่เป็นเรื่องหลักในการทำ SEM ที่เพื่อนๆ ต้องให้ความสำคัญ

1.อันดับโฆษณาและคะแนนคุณภาพ (Ad rank and quality score)

อันดับโฆษณา (Ad rank) คือ สิ่งที่ระบบใช้ในการคำนวณเป็นคะแนน เพื่อพิจารณาว่า โฆษณาชิ้นงานนั้นมีสิทธิ์ชนะประมูลและแสดงผลออกมาได้หรือไม่ เมื่อมีผู้ค้นหาคำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณา

การทำให้อันดับโฆษณาของเว็บดี โอกาสในการชนะประมูลและแสดงผลเว็บไซต์ย่อมสูงเช่นกัน

คะแนนคุณภาพ (Quality score) คือ สิ่งที่ระบบประเมินคุณภาพของโฆษณา ว่ามีคุณภาพดีเพียงพอกับผู้ใช้งานหรือไม่

โดยระบบจะพิจารณาจาก ความเกี่ยวข้องของโฆษณา คุณภาพเว็บไซต์ อัตรา CTR ซึ่ง

เทคนิคในการทำให้คะแนนคุณภาพสูง คือ การทำให้คีย์เวิร์ดที่ผู้คนค้นหา อยู่ในหน้าเว็บไซต์

ซึ่งจุดนี้ทาง Slatan Design มีบริการตั้งแต่การออกแบบ และทำเว็บไซต์เพื่อให้มีคุณภาพดี

2. การกำหนดเป้าหมายและงบประมาณ (Targeting and budgeting)

การกำหนดเป้าหมาย (Targeting) คือ การกำหนดให้โฆษณาแสดงผลไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Audience) ที่ได้วางแผนไว้

การกำหนดเป้าหมายที่ดี ย่อมทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ ตรงกลุ่ม ใช้เงินน้อย

การวางแผนงบประมาณ (Budgeting) คือ การวางแผนงบประมาณให้มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการโฆษณา

หากวางแผนไม่ดี โฆษณาอาจไม่มีโอกาสแสดงผลเพราะเงินหมดก่อน

หรือหากใช้เงินมากเกินไปกับบางแคมเปญ อาจทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ

จุดเหมือนและต่าง SEO กับ SEM

โดยสรุปแล้ว SEO กับ SEM มีจุดเหมือนกันตรงที่ ทำให้เว็บไซต์อยู่ในตำแหน่งบนสุดของผลการค้นหา Google Search

จุดแตกต่างของ SEO กับ SEM คือ SEO ไม่ต้องเสียเงินเพื่อ แต่ SEM เสียเงินซื้อตำแหน่ง

ข้อดีข้อเสีย SEO

ข้อดี
-ได้ Traffic การเข้าชมเว็บไซต์ฟรี
-ติดคงทนถาวร ค่อนข้างมั่นคง

ข้อเสีย
-ใช้เวลานานในการขึ้นหน้าแรก
-มีขั้นตอนที่ซับซ้อนในการปรับเว็บ
-ต้องคุมหลายอย่าง

ข้อดีข้อเสียของ SEM

ข้อดี
-ใช้เวลาสั้นในการขึ้นหน้าแรก
-ควมคุมคีย์เวิร์ดที่ต้องการขึ้นหน้าแรกได้
-คุมงบประมาณ เวลาในการขึ้นหน้าแรกได้

ข้อเสีย
-ใช้งบมาก ถ้าธุรกิจแข่งขันแรง
-การแข่งขันสูง

กลยุทธ์ SOSTAC ในการทำ SEO, SEM

กลยุทธ์พื้นฐานในการวางแผนทำ SEO และ SEM ที่ดีคือการใช้ SOSTAC ซึ่งประกอบด้วย 6 หัวข้อตามอักษรย่อตามนี้

1. Situation Analysis คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ ณ​ ตอนนี้ว่า เราอยู่จุดไหนของการแข่งขัน เราอยู่จุดไหนของตลาด ซึ่งเพื่อนๆ อาจใช้ SWOT ในการวิเคราะห์ธุรกิจเพิ่มเติม หาจุดแข็ง ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ

2.Objective คือ การกำหนดเป้าหมายของการทำ SEO SEM ให้ชัดเจนว่าต้องการไปถึงจุดใดในเวลาที่กำหนด

3.Strategy คือ การเลือกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ไปถึงจุดหมาย เช่น เลือกว่าต้องใช้ Google Ads หรือ SEO เลือกว่าต้องทำด้วยตัวเอง หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ

4.Tactics คือ การเลือกวิธีการที่เฉพาะเจาะจงกับธุรกิจ เช่น ใช้แคมเปญใดในการทำโฆษณา

5. Action คือ การกำหนดช่วงเวลาที่จะดำเนินการ ที่ได้ตัดสินใจ ไว้อย่างชัดเจนว่า เดือนแรกต้องทำอะไร เดือนสองต้องทำอะไร

6.Control คือ การวางแผนควบคุมการกระทำทั้งหมด ให้สามารถดำเนินได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้

ทั้งหมดนั้น คือสิ่งที่เพื่อนๆ ควรทำก่อนที่จะเริ่มต้นทำ SEO กับ SEM เพื่อให้การทำ SEO กับ SEM มีประสิทธิภาพที่สุด

แต่ถ้าหากเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง ทักปรึกษาการทำ SEO กับ SEM ได้ เราพร้อมช่วยบอกว่าวางแผนยังไงให้ชนะตั้งแต่ต้น

สรุป SEO กับ SEM ต่างกันยังไง

จุดที่เหมือนกันระหว่าง SEO กับ SEM คือการทำให้เว็บไซต์ได้แสดงผลในผลการค้นหา Google

จุดที่แตกต่างกันคือ SEO คือ การทำเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับอัลกอริทึมของ Google เพื่อให้ระบบเลือกเว็บไซต์ในอันดับต้นๆ

ในขณะที่ SEM คือ การทำให้เว็บไซต์ขึ้นในหน้าแรกด้วยการใช้ เงิน

ทั้งสองกลยุทธ์มีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทาง Slantan Design เรามีบริการทั้งสองแบบ ให้ลูกค้าได้เลือกตามความเหมาะสมของธุรกิจ