การทำ SEO หลายคนคิดว่ายิ่งอัดคอนเทนต์เรื่องเดียวกันเข้าไปเยอะๆ Google ก็ยิ่งดันขึ้นหน้าแรก แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามครับ! เพราะยิ่งเขียนเนื้อหาซ้ำๆ โอกาสที่เราจะเผลอสร้างหน้าเว็บที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กัน หรือใช้ Keyword ที่ทับซ้อนกันมีสูงมาก เวลา Google ที่เข้ามาเก็บข้อมูล ก็ยิ่งสับสนว่าจะจัดอันดับให้หน้าไหนดี สุดท้ายกลับไม่ติดเลยสักหน้า ปัญหานี้เรียกว่า Duplicate Content และตัวช่วยที่แก้ได้ก็คือ การทำ Canonical Tag นั้นเองครับ
วันนี้ทีมสลาตัน จะพาไปทำความเข้าใจ Canonical Tag เข้ามาช่วยแก้ปัญหา Duplicate Content SEO ได้อย่างไร? สรุปแบบเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้ทันทีครับ
Canonical Tags คืออะไร ?
Canonical Tags คือ โค้ดคำสั่ง HTML ที่ทำหน้าที่เป็นป้ายบอกทางให้ Google Bot รู้ว่า URL ที่อยู่ภายใต้ Tag นี้คือหน้าเพจหลักที่ควรให้ความสำคัญ และหน้าไหนคือหน้ารอง เพื่อป้องกันไม่ให้มาเก็บข้อมูลเราผิดหน้า และไม่มองว่าเป็น Duplicate Content ในกรณีที่มีหลาย URL แสดงเนื้อหาที่คล้ายกันหรือใกล้เคียงเยอะเกินไป จะทำให้ความน่าเชื่อถือ ของเว็บไซต์เราลดลงในมุมมองของ Google นั่นเองครับ

หน้าตาของโค้ดคำสั่ง HTML จะเป็นแบบนี้ครับ:
<link rel="canonical" href="URL ของหน้าหลัก" />
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของเรามี 2 หน้าที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Canonical Tag มีเนื้อหาเหมือนกัน
- หน้าหลัก (หน้าที่เราอยากดันอันดับ) : https://example.com/seo/canonical-tag/
- หน้ารอง (หน้าที่เนื้อหาซ้ำ): https://example.com/blog/canonical-tag/
วิธีแก้ เราจะไปแปะโค๊ด HTML ไว้ที่หน้ารอง /blog/canonical-tag/ เพื่อชี้ไปยังหน้าหลัก /seo/canonical-tag/ แบบนี้:
<link rel="canonical" href="https://example.com/seo/canonical-tag/" />
เท่านี้ก็เป็นการบอก Google ว่า ถ้ามีคนค้นหาเรื่อง Canonical Tag แล้ว Google ต้องการนำเว็บไซต์ของเราไปแสดงในผลการค้นหา ให้หยิบหน้าหลัก /seo/canonical-tag/ ไปแสดงผล ไม่ต้องนำหน้าสำรองไปแสดงซ้ำ
Canonical Tag ส่งผลต่อ SEO อย่างไร?
เป้าหมายหลักในการทำงานของ Google คือการค้นหาข้อมูลที่ดีที่สุด เพื่อนำไปเป็นคำตอบให้กับผู้ใช้งานครับ แต่ในกรณีที่เว็บของเรามีหลาย URL ที่มีเนื้อหาเหมือนกันหรือคล้ายกัน Google Bot จะเริ่มเกิดความสับสนครับ “สรุปต้องเลือกหน้าไหนมาจัดอันดับดี” เพราะทุกหน้ามีเนื้อหาซ้ำซ้อนกันไปหมด
ผลเสียที่ตามมาคือ Google Bot อาจไปหยิบหน้าเว็บที่เราไม่ได้ต้องการมา Index แทน ซึ่ง Canonical Tag จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ โดยทำหน้าที่บอก Bot อย่างชัดเจนว่า ให้โฟกัสและจัดอันดับไปที่ “หน้าหลัก” เพียงหน้าเดียว หมดปัญหาหน้าเว็บแย่ง Traffic กันเองครับ

วิธีสร้าง Canonical Tags
สำหรับเว็บไซต์ที่ทำด้วย WordPress เราไม่จำเป็นต้องไปจัดการกับโค้ดให้ปวดหัวเลยครับ สามารถตั้งค่า Canonical Tag ได้ง่ายๆ ผ่านปลั๊กอิน Yoast SEO หรือ Rank Math เพียง 3 Step
- Step 1 : ติดตั้งปลั้กอิน Yoast SEO และ Active ตัว Plug-in ให้เรียบร้อย
- Step 2 : เข้าไปแก้ไขหน้าเว็บที่เป็น Duplicate Content >> เลื่อนลงมาที่กล่องการตั้งค่าของ Yoast SEO ด้านล่าง >> หา “Advanced” แล้วคลิกขยายเมนู
- Step 3 : นำ URL ของหน้าหลัก มาใส่ในช่อง Canonical URL ตามภาพประกอบ แล้วกดบันทึกได้เลยครับ!

💡 สิ่งที่ต้องรู้: สำหรับหน้าเว็บที่มี Content ปกติ ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าใดๆ เพิ่มเติมครับ เพราะหน้านั้นจะถือว่าเป็น Canonical ของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนหน้าอื่นที่มีเนื้อหาซ้ำหรือคล้ายกัน ค่อยใส่ Canonical Tag เข้าไปครับ
วิธีเช็คการทำงาน Canonical Tags
สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยใช้ MozBar เป็นส่วนเสริม (Extension) ของ Chrome สามารถไปติดตั้งได้เลยครับ

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบได้สะดวก ไม่ต้องติดตั้ง Extension เสริม คุณสามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ ด้วยการคลิกขวาที่หน้าเว็บไซต์ แล้วเลือก View Page Source (ดูซอร์สโค้ดของหน้าเว็บ) ครับ

เว็บไซต์แบบไหนที่ควรใช้ Canonical Tag?
ทีนี้ลองมาสำรวจเว็บไซต์ของเรากันดูครับ! เว็บไซต์ของเราเข้าข่ายต้องใช้ Canonical Tag หรือไม่ ลองเช็คจาก 3 กรณีนี้ได้เลยครับ
Duplicate Content เว็บที่มีเนื้อหาซ้ำกัน
แบบที่ 1 เหมาะสำหรับนำไปใช้แก้ปัญหาเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน หรือมีการใช้ Keyword ที่ทับซ้อนกันครับ สาเหตุที่พบบ่อยมักจะเกิดจากการที่เราก๊อปปี้เนื้อหาจากหน้าหนึ่งไปใส่อีกหน้าหนึ่งแบบเหมือนกันเป๊ะๆ หรือบางครั้งก็เกิดจากการเขียนบทความหลายๆ หน้า แต่ดันไปโฟกัส Keyword ตัวเดียวกัน จนเนื้อหาออกมาซ้ำกันโดยไม่รู้ตัวครับ
Similar Content เว็บที่มีเนื้อหาคล้ายกัน
แบบที่ 2 เหมาะสำหรับหน้า Content ที่มีเนื้อหาคล้ายกันมากๆ สาเหตุที่พบบ่อยมักจะเกิดกับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ (E-commerce) ที่มีรายละเอียดสินค้าคล้ายๆ กัน อาจจะแตกต่างกันแค่ขนาด สี หรือรุ่น แต่เนื้อหาหลัก ชื่อสินค้า คำอธิบาย และราคาแทบจะเหมือนกันหมด แบบนี้ Google ก็อาจมองว่าเป็นเนื้อหาซ้ำซ้อนได้เช่นกันครับ

เว็บที่มี URL Parameters ต่อท้าย
แบบที่ 3 เหมาะสำหรับหน้าเว็บที่มี URL ต่อท้ายด้วย UTM หรือ Parameters เพื่อใช้ Tracking พฤติกรรมผู้ใช้งานในวัตถุประสงค์ต่างๆ ครับ ปัญหาที่พบคือ ถึงแม้จะเป็นหน้าเพจเดียวกัน แต่พอ URL ไม่เหมือนกัน ตัว Bot ของ Google (Crawler) จะมองว่าเป็นคนละหน้าทันที เช่น
- https://example.com/seo/on-page-seo/ ← หน้าหลัก
- https://example.com/seo/on-page-seo/?utm_source=facebook
- https://example.com/seo/on-page-seo/?utm_source=line
- https://example.com/seo/on-page-seo/?ref=newsletter
สรุป
สรุปแล้ว การทำ SEO ไม่ใช่แค่สร้างคอนเทนต์ให้ดี แต่ต้องทำให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บเราด้วยครับ การติด Canonical Tag ช่วยบอกทางให้ Google Bot ว่าหน้าไหนคือตัวจริง ช่วยจบปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อน (Duplicate Content) และป้องกันไม่ให้หน้าเว็บของเรามาแข่งแย่งอันดับกันเองครับ
อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองกลับไปตรวจสอบเว็บไซต์ของเราดูนะครับว่า มีหน้าไหนที่เนื้อหาคล้ายกันเกินไป หรือมีลิงก์ UTM ยาวๆ ออกมาบ้างไหม? ถ้าเจอแล้วก็อย่าลืมจัดการติด Canonical Tag ชี้เป้าไปที่หน้าหลักให้เรียบร้อย เพื่อให้เว็บไซต์สุขภาพดี คะแนน SEO ตรงเป้า และอันดับไม่ตกหายครับ!
หากเพื่อนๆ สนใจให้ทีมช่วยตรวจสอบและติดตั้ง Canonical Tag ให้เป๊ะตามหลัก SEO สามารถทักมารับคำปรึกษากับเราได้เลยครับ เรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลให้ครับ